ผู้เข้าชม

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันสิทธิมนุษยชนสากล


วันสิทธิมนุษยชนสากล


         
                 
                 วันที่ 10 ธันวาคม นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว สหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิทธิมนุษยชนของโลกด้วย ซึ่งประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่าวันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันสิทธิมนุษยชน ยกเว้นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในไทย ซึ่งคงมีการจัดงานภายในของตนเองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เน้นเรื่องสิทธิและเสรีภาพค่อนข้างมาก และย้ำว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยไม่คำนึงถึงแหล่งกำเนิด เพศ ศาสนา และมีบทในหมวด 3 ว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยถึง 40 มาตรา แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญของไทยฉบับปัจจุบันได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนยิ่งกว่าครั้งใด ๆ นอกจากจะมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลอยู่แล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนอีกหลายองค์กรทำงานควบคู่กันไป สอดคล้องกับการทำงานของคณะกรรมการว่าด้วย สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนสององค์กรหลักคือ องค์กรนิรโทษกรรมสากลของอังกฤษและ Human Right Watch ของอเมริกา

         สิทธิมนุษยชน(Human Right)นั้น หมายถึง สิทธิในความเป็นมนุษย์ทั่วๆไป อย่างถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ย่อมถือว่ามี สิทธิอันติดตัวมาพร้อมกับการที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์อยู่แล้ว อันถือเป็นที่ยอมรักในสากลนานาชาติ เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) ก็ได้เขียนไว้ในเรื่อง สิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ในกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ นั่นคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ก็ยังได้บัญญัติถึง หลักสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยเรื่องสิทธิและ เสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติถึง สิทธิพื้นฐานของพลเมืองไทย




ความเป็นมาของวันสิทธิมนุษยชน

           ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดสันติภาพแลความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก ดังนั้น จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะคุ้มครองมนุษยชาติให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ และมีมติประกาศให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิทธิมนุษยชน (Human Rights Day)

         หลังจากนั้นสมัชชาสหประชาชาติได้มีมติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้ร่างตราสารสิทธิมนุษยชนขึ้น ๒ ฉบับ โดยให้ใช้ชื่อว่า กติกา (convenant) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านการรับรองเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตามลำดับ และต่อมาได้มีมติประกาศให้ปี ค.ศ. 1995-2004 เป็นทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนศึกษาของสหประชาชาติ

          ในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้กันมาในอดีต ได้กล่าวถึงสิทธิมนุษชนไว้เป็นบางส่วน จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา
จักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน ได้เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ เช่น "มาตราที่ ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับ
ความคุ้มครอง" ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๑ ที่กล่าวไว้ว่า "มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสรเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประ
สิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง" นับได้ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เพิ่งได้รับการบัญญัตืในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นครั้งแรก ดังนั้น การ
ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

          นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังได้บัญญัติองค์กรอิสระ เรียกว่า "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน" เข้าไว้ด้วยในมาตรา ๑๙๙ และ ๒๐๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีจำนวน ๑๑ คน มาจากการสรรหา อยู่ในวาระ ๖ ปี มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

   ๑. ตรวจสอบและรายงานการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการที่ไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

   ๒. เสนอมาตราการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคล หรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงาน ต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

   ๓. เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฏหมาย กฏหรือข้อบังคับต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

           สหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ผู้ไร้ที่อยู่ในประเทศ ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มศาสนา ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง และสื่อมวลชน ต่อการกระทำทารุณเด็ก การใช้แรงงานเด็ก การเกณฑ์เด็กเป็นทหาร เด็กกำพร้าเด็กเร่ร่อน เด็กข้างถนน โสเภณีเด็ก เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา การลักลอบค้าอาวุธสงครามขนาดเล็ก กับระเบิด การทำทารุณต่อนักโทษ ความแออัดในเรือนจำ การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักโทษ


บทเพลงสิทธิมนุษยชน "คน"

http://www.youtube.com/watch?v=IUw6moYlvj0

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การละเมิดสิทธิมนุษยชนเด็ก และ เยาวชน

การละเมิดสิทธิมนุษยชนเด็ก และ เยาวชน           
            
              




              สถานการณ์การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในประเทศไทย 


การละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในสังคมไทยมีปรากฏการณ์ในหลายรูปแบบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษและยังคงดำรงสืบเนื่องในสังคมไทย และมีแนวโน้มขยายความรุนแรงกว้างขวางขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชนต่างๆ

ข้อมูลของกรมประชาสงเคราะห์ ปี 2545 พบว่าเด็กที่อยู่ในอายุ 114 ปี ประมาณ 6 ล้านคนอยู่ในครอบครัวที่ยากจน เด็กถูกทอดทิ้งมีจำนวนมากกว่าแสนคน เด็กกำพร้ามีจำนวนประมาณ 350,000 คน เด็กเร่ร่อน มีประมาณ 370,000 คน เด็กพิการทางกาย หรือทางจิตกว่า 400,000 คน เด็กชนเผ่าที่เป็นกลุ่มคนชายขอบกว่า 200,000 คนและ

จากรายงานของสถาบันสวัสดิการและพัฒนาเด็ก มูลนิธิเด็กให้ข้อมูลเรื่องภาวะยากลำบากที่เกิดกับเด็กบางประเภท ในปี 2545 ซึ่งเก็บรวบรวมจากการเก็บข้อมูลในจังหวัดพิษณุโลก น่าน เลย อุตรดิตถ์  และลำพูน จำนวน 6,417 คน จาก 68 โรงเรียน และวัด สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ( ซึ่งสภาพปัญหาที่เด็กเผชิญและประสบอยู่ สะท้อนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของเด็กและเยาชนตามหลักกฎหมายสากลของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  ) 
1.   เด็กถูกทอดทิ้งในประเทศไทยวันละ 8 คน โดยเฉพาะเด็กที่ติดเชื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กที่ถูกทอดทิ้ง 3 ใน 5 คน จะถูกอดทิ้งหลังคลอด เด็กที่ถูกทอดทิ้ง จำนวน 4 ใน 5 คน จะถูกทอดทิ้งหลังคลอด แม่ตั้งครรภ์นอกสมรส และต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง  แม่ของเด็กถูกทอดทิ้ง 1 ใน 10 คน แยกทางกับสามี ถูกข่มขืน หรือตั้งครรภ์กับคนในครอบครัว เด็กที่ถูกทอดทิ้งมักจะมีพัฒนาการช้ากว่าวัย 
2.   เด็กและเยาวชนที่ถูกทารุณเป็นเหยื่อของความขัดแย้งของครอบครัวและสังคม เด็ก 1 ใน 4 คนถูกทุบตีในบ้าน เท่าที่พบเด็กถูกทารุณอายุน้อยที่สุด 24 วัน ผู้กระทำในครอบครัวจะเคยพบเห็นและยอมรับการกระทำทารุณว่า ตนเองจะตบตีภรรยาหากกระทำตัวไม่ดี ส่วนเด็กที่ถูกกระทำทางเพศมีแนวโน้มอายุน้อยลง และผู้กระทำก็มีอายุน้อยลงน้อย ยังมีการละเลยไม่ช่วยเหลือเด็กจากสังคมเมื่อพบเห็นเด็กที่ถูกกระทำทารุณ
3.   เด็กเร่ร่อน มีทั้งที่เร่ร่อนตามครอบครัวมาหางานทำในเมือง หรือเร่ร่อนตามลำพัง เฉพาะในเมืองใหญ่อาจมีถึงหมื่นคน  เป็นชายมากกว่าหญิง เด็กเร่ร่อนจำนวน 1 ใน 6 จะเร่ร่อนถาวรเป็นขอทาน  กินอยู่หลับนอนตามใต้สะพาน ตลาด วัด ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ  สาเหตุที่เร่ร่อนเพราะหนีออกจากบ้านเพื่อนชวนมาเที่ยว  พลัดหลง ขอทานหรือขายของตามสี่แยก ทั้งที่ทำงานด้วยตัวเองหรือเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่

                4. เด็กลูกกรรมกรมีจำนวนไม่แน่ชัด ส่วนใหญ่ขาดโอกาสทางการศึกษาเมื่อจบชั้นประถมไม่มีโอกาสให้เรียนต่อ เด็กที่ได้อยู่กับพ่อแม่ในบริเวณก่อสร้าง เมื่อโตพอ ช่วยตัวเองได้ มักถูกส่งไปอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เด็กลูกกรรมกรก่อสร้างมักได้รับบาดเจ็บเนื่องจากตะปูตำ ไม้ตกใส่ ถูกเหล็กกับฆ้อนทุบมือ แก้วบาด และมักเรียนรู้เรื่องเพศตั้งแต่อายุ
ยังน้อย 
               5. เด็กในชุมชนแออัดในกรุงเทพ มีเกือบ 8 หมื่นคน มักมีปัญหาสุขภาพ ขาดสารอาหาร เป็นโรคผิวหนังสกปรก มอมแมม ทารก 7 ใน 10 คน ไม่ได้รับวัคซีนครบต
ามกำหนด
              6 .มีเด็กติดเอดส์จากแม่ในปัจจุบันประมาณ 6 หมื่นคน ทั้งยังจะต้องกำพร้าเนื่องจาก พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์อีกเป็น แสนคน คาดว่าถึงปี 2548 จะมีเด็กติดเชื้อเอดส์ประมาณ แสนกว่าคน หรือประมาณปีละ 5-6 พันคน รวมทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ติดเชื้อโดยผ่านการมีเพศสัมพันธ์  หรือใช้เข็มร่วมกันในการใช้ยาเสพติด

การละเมิดสิทธิมนุษยชนกับเด็กและเยาวชน

การละเมิดสิทธิด้านเด็ก เกิดขึ้นกับกลุ่มเด็ก และเยาวชนประเภทต่างๆ แตกต่างกันไปได้แก่

1 .  การถูกละเมิด และอันเนื่องจากเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ไม่ได้รับการคุ้มครอง ที่จะได้รับการดูแล  การรักษา  ฟื้นฟูที่พึงได้อย่างเหมาะสม  หมายถึงเด็ก ที่มีความแตกต่างจากเด็กปกติ ซึ่งยังไม่ได้รับการบริการรวมทั้งแก้ไขถึงบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ จากรัฐ  เช่น  การศึกษา สาธารณูปโภค  รวมทั้งไม่มีหลักประกันที่กลไก  และนโยบายต่างๆ และส่งผลในทางปฏิบัติจริง  เช่น เด็กพิการด้านต่าง ๆ เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ เด็กปัญญาเลิศ เด็กกำพร้า เด็กที่บิดามารดาต้องโทษจำคุก เด็กยากจน ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เป็นต้น เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาดูจาการที่ครอบครัวหรือผู้ดูแลโดยลำพังไม่สามารถดูแลเด็กเหล่านี้ให้สอดคล้องกับสภาพของเด็กได้ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ หรือ องค์กรเอกชน

2.    การละเมิด ทั้งทางร่างกาย  จิตใจ  จากการถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร เด็กอยู่ในภาวะเสี่ยง คือ เด็กที่มีสภาพแวดล้อมทางสังคมไม่ว่าที่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ที่มีความเสี่ยงจะถูกกระทำทารุณกรรม ถูกปล่อยละเลย หรือถูกทอดทิ้งในรูปแบบต่างๆซึ่งอาจจะได้รับอันตรายต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านสติปัญญา พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ พัฒนาการด้านสังคม พัฒนาการด้านครอบครัว และอาจมีปัญหาพฤติกรรม

3. เด็กถูกละเมิดจากการถูกกระทำ คือ เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลยหรือถูกทอดทิ้ง ให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายรวมทั้งถูกทำร้ายทุบตี ทารุณ ถูกทำร้ายร่างกาย ทางจิตใจ หรือถูกล่วงเกินทางเพศจากบุคคลในสังคมแวดล้อมหรือแม้แต่บุคคลภายนอกนอกจากนี้ปัญหาการกระทำทารุณต่อแรงงานเด็ก อาจออกมาในรูปแบบการถูกใช้แรงงานหนัก เด็กถูกนายจ้างทุบตี  ทำร้าย  และข่มขืน  เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมาตั้งแต่แรกแล้ว

4 .  สิทธิอันพึงเข้าถึงและได้รับการบริการต่างๆ  ฟื้นฟู  และบำบัด เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม คือ เด็กที่มีพฤติกรรมผิดแผกแตกต่างไปจากเด็กปกติในวัยเดียวกันและมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืน ต่อต้าน กฎเกณฑ์ของสังคม ต่อต้านระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันทางสังคมที่เด็กสังกัดอยู่ เช่น ครอบครัว โรงเรียน หรือ แม้แต่ชุมชน เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสียงมาตั้งแต่แรก

5 .   การคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมต่อเด็กกระทำความผิด คือ เด็กที่กระทำความผิดทางอาญาและเป็นเด็กที่อาจมีปัญหาพฤติกรรมถูกปล่อยปละละเลยและอาจถูกทารุณกรรมมาก่อน ทั้งนี้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมาตั้งแต่แรกเช่นเดียวกัน

           สำหรับบทบาทและการดำเนินการเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิเด็กมีดังนี้ เช่นการพัฒนาทั้งการคุ้มครอง ป้องกัน การแก้ไขปัญหาทั้งโดยมุ่งเน้นการพัฒนาต่อเด็กเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคมตลอดจนกระทั่งการรณรงค์ เผยแพร่ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการละเมิดสิทธิเด็ก อีกทั้งดำเนินการโดยใช้มาตรการทางกฎหมายผ่านกระบวนการยุติธรรม 

       

สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนมหาสารคาม


สัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนมหาสารคาม



              นายทองใบ เกิดวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2469 ณ บ้านเลขที่ 1573 คุ้มบ้านจานข้างวัดกลางหรือวัดอภิสิทธิ์ ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม บนดินแดนที่ราบสูงภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยกำเนิดจากลูกชาวนาผู้ยากจน บิดาชื่อนายหนู มารดาชื่อนางเหง่า ท่านเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 6 คนได้แก่
1. นายเบ้า ทองเปาด์ เปลี่ยนชื่อเป็น นายเฉลิมชัย ถึงแก่กรรม
2. นางบู๊ ศรีสารคาม (สมรสกับนายท้าย ศรีสารคาม อดีตเทศมนตรีเทศบาลเมืองมหาสารคาม) ปัจจุบันอายุ 92 ปี
3. นายหลวง ทองเปาด์ เปลี่ยนชื่อเป็น นายเปลี่ยน ทองเปาด์ อายุ 86 ปี ถึงแก่กรรม 6 กุมภาพันธ์ 2545
4. นางอ่วง สมรสกับพลตำรวจ ถึงแก่กรรม
5. นางดวง เปลี่ยนชื่อเป็น นางดวงจันทร์ ฤทธิ์ศรี ปัจจุบันอายุ 82 ปี
6. นายทองใบ ทองเปาด์ ปัจจุบันอายุ 76 ปี
 


              ชีวิตของคนโดยทั่วไปในการต่อสู้กับการทำงานเลี้ยงชีพนั้น มักวางเป้าหมายไว้ว่าจะได้เงิน ได้ยศ ได้บริวาร เพื่อชื่อเสียงแก่ตน ครอบครัวและวงศ์ตระกูล วิธีการได้สิ่งเหล่านั้นจะได้มาอย่างสะอาดหรือไม่สะอาดมักคำนึงถึงน้อยมาก แต่ คำว่าชีวิตงาน สำหรับนายทองใบแล้ว กล่าวได้ว่า งานคือชีวิต งานที่ต้องต่อสู้กับอำนาจที่มองไม่เห็นนั่นคือความยุติธรรมซึ่งเป็นสิ่งยากยิ่ง เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ แต่ท่านสามารถทำในสิ่งยากยิ่งนี้ได้อย่างเป็นที่ยอมรับของสังคมและทำงานอย่างมีความสุข ในการทำงานนั้นได้วางเป้าหมายไว้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน รู้ระยะ รู้จังหวะ รอบคอบ มีเหตุผลโดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางกฎหมาย คือทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทน ทำงานในลักษณะของการเป็นผู้ให้ ส่วนรางวัลที่ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น สังคมมอบความวางใจแก่ท่านในฐานะบุรุษผู้กล้าผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ด้วยผลงานต่อไปนี้



             -เริ่มแรกแห่งอาชีพ
              เมื่อนายทองใบเรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายแล้วได้ประกอบอาชีพครั้งแรกเป็นนักข่าวด้วยใจรักที่สำนักข่าวต่างประเทศรัสเซีย ในปี พ.ศ. 2495 ทำหน้าที่ได้ไม่นานก็ถูกจับขณะไปทำข่าวฐานสงสัยว่ามีส่วนรู้เห็นในกบฎสันติภาพ ( 8 พฤศจิกายน 2495)
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องโทษ เป็นการต้องโทษทางการเมือง ใครก็ตามต้องโทษทางการเมืองและถูกจับขัง ในเวลานั้นถือว่าหวั่นวิตกและน่ากลัวต่ออนาคต เพราะว่าโอกาสถูกตัดตอนชีวิตนั้นง่ายมากและยากจะสืบค้น ดังมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น ในปี พ.ศ. 2492 มี 4 อดีตรัฐมนตรีอีสานซึ่งต้องโทษทางการเมืองถูกจับเข้าขังคุก ต่อมามีการย้ายที่คุมขังในเวลากลางคืนจาก สถานีตำรวจสันติบาลไปคุกลาดยาว บางเขน ขณะย้ายนั้นระหว่างทางนัยว่ามีโจรจีนเข้าแย่งชิงตัว ได้เกิดการชุลมุนวุ่นวายขึ้น แต่พอเหตุการณ์สงบ 4 อดีตรัฐมนตรีกลายเป็นศพไปเสียแล้ว กรณีดังกล่าวนี้นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่สังคมหวาดกลัวกันอย่างยิ่ง ดังนั้นการที่ท่านถูกจับครั้นนี้ถือว่าเป็นห้วงเวลาน่ากลัวมาก ท่านรู้สึกใจหาย วังเวง ไม่รู้จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตนอย่างไร ขณะถูกควบคุมตัวและสอบสวนเบื้องต้นอยู่นั้น มีตำรวจขั้นอัศวินแหวนเพชรท่านหนึ่ง ได้ชักปืนออกมาวางบนโต๊ะต่อหน้าเสียงดังโพล๊าะจนทำให้ท่านสะดุ้งตกใจกลัวและยิ่งในคืนหนึ่งเวลาเที่ยงคืนเงียบสงัดมีคนมาเรียกให้ย้ายห้องขัง ท่านยิ่งตกใจหวาดหวั่น สะดุ้ง ครุ่นคิดนานา หวาดผวามากขึ้น ว่าเราจะมีชีวิตอยู่รอดไหมหนอ หรือว่าจะเหมือน 4 อดีตรัฐมนตรีอีสานนั่น แล้วพลันนึกไปถึงก่อนเข้าคุก อัศวินแหวนเพชรเข้ามาสอบถามปากคำ มีการควักปืนออกมาวางต่อหน้า หวนรำลึกว่า คืนแห่งความมืดนี้จะเป็นอย่างไร รอดชีวิตหรือไม่ ให้ยิ่งหวาดผวามากขึ้น แต่ที่สุดก็ผ่านพ้นไปไม่เป็นอย่างที่คิด เสมือนได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ท่านถูกขังคุกอยู่ 2-3 วันก็ได้รับการปล่อยตัว
              ต่อมา ปี พ.ศ. 2500 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีหนังสือเชิญนักเขียนไทยไป สัมพันธไมตรีกับประเทศจีน เพื่อให้ได้รับรู้ความเป็นอยู่ของชาวจีนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ นายทองใบมีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะนักเขียนไทย ในฐานะคณะฑูตวัฒนธรรมไทย โดยมีกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา เป็นหัวหน้าคณะ มีสมาชิกทั้งหมด 12 คน ออกเดินทางในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2501ระหว่างที่คณะฑูตวัฒนธรรมไทยศึกษาดูงานยังประเทศจีนนั้น ปรากฏว่าเมืองไทยเกิดการปฏิวัติขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีพร้อมกับประกาศให้ประชาชนทุกคน ได้ทราบว่า "ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" พร้อมกับประกาศนำกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฉบับ ปี พ.ศ. 2495 มาใช้ รวมถึงประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับต่าง ๆ ซึ่งมีฉบับหนึ่งกล่าวถึงมาตรา 17 สาระสำคัญที่น่ากลัวคือมีศาลทหารพิจารณาตัดสินเพียงครั้งเดียว และสามารถสั่งประหารชีวิตใครก็ได้หรือมีการขังลืมไปเลยโดยไม่มีการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม
    เมื่อคณะฑูตวัฒนธรรมไทยเดินทางกลับถึงเมืองไทยวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2501 หลังจากลงเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง ทันใดนั้นทุกคนก็ถูกจับฐานกบฏภายนอกและภายในราชอาณาจักร โดยมีความผิดต่อกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฉบับปี พ.ศ. 2495 เพราะเหตุว่าเมืองจีนมีการปกครองแตกต่างจากประเทศไทย ใครเดินทางไปเมืองจีนต้องมีความผิด ระหว่าง ปี พ.ศ. 2501-2509 นายทองใบ ถูกคุมขังในเรือนจำลาดยาวฐานะนักโทษทางการเมือง และยังได้เห็นว่ามีประชาชนถูกจับกุมในเวลานั้น มากถึงกว่า 300 คน ได้แก่ ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ พระ ครู โดยผู้ถูกจับเหล่านี้ทางรัฐบาลมิได้กำหนดข้อกล่าวหา และการพิจารณาคดีความตามกระบวนการยุติธรรมปกติ และยังไม่มีการกำหนดเวลาแน่นอนในการสืบสวนสอบสวน กล่าวได้ว่าขังลืมไปเรื่อยๆ

              -บุรุษผู้กล้าชูธงสิทธิมนุษยชน
               ชีวิตนายทองใบ ระหว่างอยู่ในคุกช่างเป็นชีวิตที่ไม่อาจทราบอนาคตได้เลยว่า ทางการจะมาสอบสวนเมื่อใด จะได้รับการพิจารณาไต่สวนอย่างไร เป็นชีวิตที่มืดมน วังเวง เงียบ เหงา แม้แต่ญาติก็ไม่มีมาเยี่ยม ชีวิตต้องห่างจากครอบครัว ทั้งที่ลูก 3 คนยังเล็กๆ แต่ท่านเป็นคนไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆตราบใดมีชีวิต จะอยู่ไหนต้องอยู่ให้ได้ จะเห็นว่าท่านและพวกพ้องไม่ปล่อยเวลา ให้เปล่าประโยชน์ ต่างผนึกกำลังกันปฏิวัติวิถีชีวิตคนคุกขึ้นมาใหม่ให้ดีขึ้น โดยช่วยกันคิดหากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อคลายเหงา คลายเครียด เช่น ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผัก ทำสวนครัว เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ทำอาหารกันกินเอง ซึ่งสามารถทำได้ดีมีคุณภาพ อาหารการกินปราศจากกรวดหินดินทราย อย่างเคยมี พืชผักที่ปลูกสามารถนำไปขายทำให้เกิดรายได้ด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีการจัดกิจกรรมบันเทิงและกีฬาระหว่างเพื่อนนักโทษ เช่น จัดแข่งขันกีฬา ดนตรี เชิดสิงโต ทำบุญตักบาตรในวันขึ้นปีใหม่ ขอให้มีการพบญาติบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมการพบญาติครั้งแรก ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยก็ว่าได้ ส่วนกิจกรรมดนตรีนั้นได้กลายเป็นตำนานเกี่ยวกับที่มาของบทเพลงอันไพเราะกินใจของคนในสังคมต่อมา ซึ่งปรากฏหลายบทเพลงเกิดจากมันสมองของนักโทษการเมืองครั้งนี้ ดังเช่น เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา รำวงวันกรรมกร เพลงสิทธิมนุษยชน เพลงมาร์ชชาวนาไทย เพลงฟ้าใหม่ ความหวังยังไม่สิ้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม คือใครมีความรู้ใดก็นำออกมาสอนกัน เช่น สอนกฎหมายเกี่ยวกับวิธีขึ้นศาลควรเตรียมตัวอย่างไร พูดอย่างไร ตอบศาลอย่างไร มีการซักซ้อมกันอย่างดีและเป็นกำลังใจกันเสมือนญาติ แสดงให้เห็นความเป็นเอกภาพของกลุ่มผู้ต้องโทษทางการเมืองครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี ในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหารของคณะนักโทษการเมืองเพื่อไปสู่อิสรภาพครั้งนี้จะเห็นว่าไม่มีกำหนดระยะเวลา ทว่านายทองใบและพวกพ้องได้ต่อสู้อย่างห้าวหาญ อดทนและทนงในฐานะบุคคลผู้รู้กฎหมายด้วย และผู้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่ต้องโทษโดยไม่มีโอกาสรู้ชะตากรรมตนเองว่าจะได้รับอิสรภาพเมื่อใด ได้เห็นว่าความรู้ด้านกฎหมายที่มีอยู่นั้นไม่น่าจะเพียงพอ ท่านศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียดจนเกิดความมั่นใจก่อนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อศาลยุติธรรม โดยแสดงเจตนาเป็นทนายความแก้ต่างให้แก่ตนเองและเพื่อน ๆ ซึ่งกล่าวได้ว่าเวลานั้นเป็นการกล้าท้าทายอำนาจเผด็จการทหารอย่างมิเกรงกรัวว่าจะถูกประหารชีวิต ทั้งที่หลายคนยับยั้งว่าขัดต่อกฎหมายมาตรา 17 ของรัฐบาล เราอาจถูกประหารชีวิตได้ แต่แนวทางการต่อสู้นั้นท่านหยิบยกเหตุผลการละเมิดสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุว่าประเทศไทยขณะนั้นเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติแล้ว และมีการลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิ มนุษยชน ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตนและพวกฟ้องมาคุมขัง โดยไม่มีการพิจารณาความตามกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นการ หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำให้ขาดอิสรภาพ ผิดต่อหลักปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และผิดต่อประมวลกฎหมายลักษณะอาญาวิธีพิจารณาความ มาตรา 87 ด้วย ซึ่งการจับกุมจะคุมขังผู้ต้องหาสามารถกักขังได้เพียง 90 วันเท่านั้น หากไม่มีการสอบสวนต้องปล่อยตัว แต่เมื่อท่านและคณะยื่นฟ้องตำรวจต่อศาลยุติธรรมแล้วนั้น กว่าทางการจะหยิบยกขึ้นพิจารณาคดีก็ต้องใช้เวลาต่อสู้เป็นยาวนาน จนถึงขั้นฎีกา ในที่สุดศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง ผู้ต้องโทษทางการเมืองทั้งหลายในที่นี้ไม่มีความผิดให้ปล่อยเป็นอิสรภาพ พวกพ้องทั้งหลายต่างได้รับอิสรภาพ ตามลำดับแต่ตัวท่านนั้นทางการกลับคุมขังต่อไว้อีก เพราะเห็นว่าท่านเสมือนตัวการสำคัญที่รัฐบาลไม่อาจปล่อยตัวให้อิสระได้ ท่านอดสูยิ่งแต่ก็ต้องอดทนและต่อสู้ไปอีกจนถึงที่สุด การต่อสู้ครั้งต่อมาเป็นการต่อสู้ในรูปแบบการต่อรอง การแลกเปลี่ยนระหว่างคดี ชิงไหว ชิงพริบกันระหว่างท่านกับทางการ ที่สุดผลแห่งคดีปรากฏว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 จึงได้อิสรภาพโดยไม่สามารถเรียกร้องความเสียหายใด ๆ จากทางการได้เลย นับว่าเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของชีวิต รวมเวลาใช้ชีวิตในคุกครั้งนี้ 7 ปี 6 เดือน กับอีก 19 วัน ขณะนั้นท่านมีอายุได้ 39 ปี 2 เดือน 27 วัน นับว่าท่านเป็นผู้กล้าประกาศกล้าว ต่อสู้อำนาจเผด็จการทหารด้วยการชูหลักสิทธิมนุษยชนแต่นั้นมา ดังมีคำกล่าวขานถึงท่านว่า ทนายสิทธิมนุษยชน บุรุษยุติธรรม ทนายคนยาก และต่อมาเป็นที่รับรู้กันในฐานะทนายแมกไซไซ ทนายของแผ่นดิน

                 
                 ครูผู้ปลุกจิตวิญญาณมนุษย์
                 จากคำกล่าวของท่านว่า “ผมจะขจัดความไม่รู้กฎหมายให้แก่ประชาชนให้จงได้” เป็นคำกล่าวของนายทองใบ ซึ่งมักกล่าวเสมอเมื่อมีการบรรยาย และเขียนในคอลัมภ์ในความรับผิดชอบ เช่นได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายด้านกฎหมายให้แก่สถาบัน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมากมาย ได้แก่ สำนักงานอัยการ นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถานพยาบาล สโมสรโรตารี ตำรวจ ครู-อาจารย์ ผู้สื่อข่าวทั้งส่วนกลางและภูมิภาค นักศึกษา นักเรียน ประชาชนทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะประชาชนในชนบทห่างไกล เป็นอาจารย์พิเศษให้แก่สถาบันราชภัฎมหาสารคาม เชียงใหม่ เป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาปริญญาโท สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฏมหาสารคาม รหัสวิชารัฐธรรมนูญกับการพัฒนาและสอนกฎหมายแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีสถาบันแห่งเดียวกันนี้ด้วย
                 นอกจากรับบรรยายพิเศษแล้วยังมีโครงเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย ดำเนินการโดยมูลนิธิ ทองใบ ทองเปาด์ เป็นโครงการให้บริการแก่สังคม ด้วยเหตุผลว่า ทุกวันนี้คดีมีมากขึ้นทุกวัน เหมือนเราตัดหญ้า ตัดแล้วตัดอีก ฉะนั้นควรตัดที่ต้นเหตุ คือการป้องกันเบื้องต้น ประชาชนจึงต้องรู้กฎหมายไว้ป้องกันตัว โครงการต่าง ๆจึงเกิดขึ้น ปัจจุบันยังดำเนินการอยู่ เช่น โครงการกฎหมายสู่ชนบท สู่โรงเรียน และเยาวชน ผลงานด้านเผยแพร่ความรู้กฎหมายนี้มีส่วนสำคัญได้รับการคัดสรรจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นบุคคลตัวอย่าง ผู้มีคุณธรรมจริยธรรมวิชาชีพด้านทนายความในหนังสือแบบเรียนจริยธรรมกับบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัย มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถึง 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2529) มหาวิทยาลัยสงขลา(2539) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (2540) ตามลำดับ

                  
ผลงานด้านการเขียน
  - คอมมิวนิสต์ลาดยาว พิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2517 พิมพ์ครั้งที่สอง ปี พ.ศ. 2534 นับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก ที่เขียนในมิติสารคดีเชิงประวัติศาสตร์การเมือง
  - จดหมายจากเมืองจีน เล่ม (1,2) ปี พ.ศ. 2517
  - เยาวชนผู้บุกเบิก เรื่องแปล ปี พ.ศ. 2517
  - ความหวังของมะยม เรื่องสั้น ประมาณปี พ.ศ. 2495
  - จริยธรรมของสื่อมวลชน "72 ข้อ สำหรับนักหนังสือพิมพ์ : 22 อย่า….5ต้อง" (มปป.)
  - สิทธิมนุษยชนในเมืองไทย ปี พ.ศ. 2523
  - ท่องไปในโลกกว้าง ในอนุสารไม้อัดบางนา (2530-2535)
  - ทองใบ ทองเปาด์ทอล์ค ในบางกอกโพสต์ กรอบวันอาทิตย์ คอลัมน์ Commentary
  - กฎหมายพาที ในนิตยาสารสกุลไทย โดยเริ่มประมาณปี พ.ศ. 2530 ถึงปัจจุบัน
  - สิทธิเสียงชาวบ้าน ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ เริ่มเขียนปี พ.ศ. 2527 ถึงปัจจุบัน
  - สิทธิมนุษยชน ทฤษฎีและการปฏิบัติของสำนักทนายความ ทองใบ ทองเปาด์ (2529)
  - สิทธิเด็ก ปฏิญญาเพื่อเด็ก (2534)
  - กฎหมายอาญากับศีล 5 (2539)
  - เยือนเปียงยาง (รวมเล่ม) (2531)
  - บทความในนิตยาสารคุ้มภัย (2532-2534)
  - กฎหมายอาญากับศีล 5 (2539)
  - เขียนบทนำในนาม "จากเรา" ให้กับสำนักพิมพ์คนหนุ่มและอื่น ๆ
    จากผลงานด้านการเขียนการสื่อสารมวลชน ทำให้ได้รับยกย่องมากมาย เช่น นักหนังสือพิมพ์ที่ควรยกย่อง นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ นักต่อสู้เพื่อสื่อมวลชนจากองค์การนิรโทษกรรมสากลแห่งประเทศไทย นักเขียนผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในนิตยสารสกุลไทย จากสภาสตรีแห่งประเทศไทย เป็นต้น ...
                - บุรุษเสมือนผู้อำนวยความยุติธรรม
                  จากประสบการณ์ที่นายทองใบ ไม่ได้รับความเป็นธรรมในระหว่างถูกคุมขังและได้พบเห็นเพื่อนมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ เช่น ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา พระ ครู นักการเมือง นักเขียน สื่อมวลชนต้องติดคุกทั้งที่ไม่รู้ว่าผิดด้วยเหตุใด จะมีการพิจารณาไต่สวนความบริสุทธิ์อย่างไร อิสรภาพเมื่อใด ทุกคนต่างมีชีวิตในคุกที่มืดมน ไร้อนาคต ต้องอดทน อดกลั้น ดิ้นรน ต่อสู้ เป็นการต่อสู้ที่ต้องเสี่ยงต่อชีวิต ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ สู้กับอำนาจของรัฐบาลอย่างอดกลั้นกว่าจะได้รับอิสรภาพต้องต่อสู้กันกว่า 8 ปี เมื่อพ้นโทษแล้วได้ปวารณาตัวว่าจะประกอบอาชีพทนายความต่อสู้เพื่อมวลชน จึงตั้งความมุ่งหวังไว้ว่าจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายที่เสียเปรียบทางสังคมโดยเฉพาะผู้ไม่รู้กฎหมายได้รับความเป็นธรรมให้ปรากฏในสังคมให้จงได้
                  เมื่อนายทองใบได้รับอิสรภาพแล้ว ได้ตั้งสำนักงานทนายความทองใบ ทองเปาด์และเพื่อนอยู่ถนนเทอดไทย ต่อมาแยกไปดำเนินการเอง ตั้งชื่อว่าสำนักทนายความทองใบ ทองเปาด์ อยู่เขตจัตุจักร รับปรึกษาและว่าความทั่วราชอาณาจักร โดยมีหลักปรัชญาในการทำงานคือ ให้ความช่วยเหลือคนยากคนจน บุคคลที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคมในเรื่องของคดีความ เช่น คดีแรงงาน คดีชาวสลัม คดีเด็กและสตรี คดีการเมือง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์เพื่อแผ่นดิน คดีเกี่ยวกับสิทธิทำกินของชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน จะเห็นได้ว่านับแต่ท่านรับอิสรภาพ จากคุกลาดยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ถึงปัจจุบัน มากว่า 40 ปีเศษ ท่านยังคงเสมอต้นเสมอปลายต่อการให้ความช่วยเหลือสังคม รวมไปถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายให้แก่ประชาชนผู้อยู่ห่างไกลได้รู้กฎหมายไว้ป้องกันตนเองโดยมิหวังผลตอบแทนและมิรู้เหน็ดเหนื่อย
                  นายทองใบทำหน้าที่ทนายความด้วยความรักในอาชีพ มีความเสียสละสูงยิ่ง ทำงานหนักมาโดยตลอด มุ่งมั่นประกอบอาชีพ ทนายความอย่างเต็มตัว เต็มความสามารถ เป็นทนายความที่มีความแม่นยำและช่ำชองทางกฎหมาย ให้ความสำคัญต่อกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ให้ความสำคัญต่อลูกความอย่างเสมอภาค เป็นทนายความใส่ใจในคดี ช่างสังเกต เก็บงานอย่างละเอียด เป็นระเบียบทุกขั้นตอน ผลแห่งการทำคดีและประพฤติกรรมอื่น ๆ กลายเป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งในและต่างประเทศ ดังเช่น ด้านคดีความ สามารถกล่าวได้ว่านายทองใบ เป็นทนายความผู้สามารถพลิกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งสู่อีกหนึ่งหน้า เพราะมีคดีที่สำคัญทำให้มีชื่อเสียงต่อสาธารณะชนนั้นล้วนเป็นคดีนำไปสู่ความ ยุติธรรม คดีต้องต่อสู้กับอำนาจ ต่อผู้มีอิทธิพล คดีที่ใคร ๆ ไม่กล้ารับ แต่ท่านเห็นว่าถ้าสุจริต ก็ไม่ต้องกลัวใด ๆ ซึ่งพบเห็นได้ในคดีตัวอย่างต่อไปนี้
                  คดี 207 ล้าน เกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2511 ระหว่างเทศบาลกรุงเทพมหานครกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นคดีที่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตีแผ่ การซื้อขายที่ดินของเทศบาลกรุงเทพมหานครโดยชี้ให้เห็นว่ามีการคอรัปชั่นเกิดขึ้น ทางเทศบาลกรุงเทพมหานครยื่นฟ้องเดลินิวส์ฐานหมิ่นประมาท ความมีว่าแรกเริ่มนั้นราคาซื้อขายที่ดินเสนอขายเพียง 25 ล้านบาท ต่อมามีการซื้อขายกันถึง 207 ล้านบาท ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ซึ่งอาจมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายทองใบรับเป็นทนายความให้แก่ฝ่ายเดลินิวส์ ได้ใช้ความรู้ความสามารถและปฏิภาณไหวพริบอย่างสูงต่อสู้คดี ด้วยคำว่าทางเทศบาลกรุงเทพมหานครซื้อที่ดินอย่างไม่สุจริต คือไม่ใช้คำว่าทุจริต ซึ่งผลแห่งคดีทำให้เดลินิวส์เป็นฝ่ายชนะคดี ในที่สุดเทศบาลกรุงเทพมหานครต้องยกเลิกการซื้อขายที่ดินครั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีการวิจารณ์กันว่าหากมีการซื้อขายที่ดินแห่งนี้ได้สำเร็จ โฉมหน้าทางการเมืองเวลานั้นอาจต้องอยู่ในมือของผู้มีอำนาจ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่านายทองใบกล้ารับคดีครั้งนี้ให้กระจ่างและเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ชื่อเสียงทนายทองใบถูกกล่าวขานบนสื่อเป็นที่รับรู้ของสังคมมากขึ้นเป็นลำดับ
                  คดีสงครามระหว่างหนังสือพิมพ์ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 เป็นคดีระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส ์แข่งขันกันเสนอข่าวรูปแบบตอบโต้รายวันใส่กันตลอดเวลา อาจเป็นยุทธวิธีแข่งขันด้านการตลาดด้วย จนเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และกลายเป็นข่าวโด่งดังมากในสังคมไทยเวลานั้น มีการเขียนข่าวโต้แย้งกันแต่ละวัน จนมีการนำไปสู่การฟ้องศาลในข้อหาหมิ่นประมาท โดยต่างฟ้องกันและกันหลายแห่งทั่วราชอาณาจักร สำนักพิมพ์ทั้งสองจึงต้องเดินทางไปขึ้นศาลทั้งที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคอีสาน นับเป็นคดียืดเยื้อติดต่อกันเป็นปี นายทองใบรับว่าความให้กับทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์อีกครั้ง กระทั่งต่อมามีการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ไกล่เกลี่ย โดยขอให้หนังสือพิมพ์ทั้งสองประสานไมตรีกันเพราะเห็นว่าต่างเป็นสื่อมวลชนด้วยกัน ไม่ควรทำสงครามกันเช่นนี้ ขอให้ยุติ ในวันหนึ่งขณะขึ้นศาล ศาลพยายามไกล่เกลี่ยไม่ให้มีคดีต่อกัน แต่ทนายความฝ่ายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ตอบโต้ศาลไปว่า "ถ้าศาลคิดง่ายๆ อย่างนี้อย่ามีศาลเลยดีกว่า" ด้วยไหวพริบของนายทองใบได้ทักท้องออกไปทันควันว่า ทนายฝ่ายไทยรัฐกล่าวเช่นนี้หมิ่นประมาทศาลหรือไม่ ศาลรับพิจารณาและขอให้ทนายฝ่ายไทยรัฐ ถอนคำพูด แต่ทนายฝ่ายไทยรัฐกลับยืนยันคำพูดเดิม ดังนั้นศาลจึงนำสู่การตัดสินว่าไทยรัฐหมิ่นประมาทศาล ทำให้ทนายฝ่ายไทยรัฐยืนงงและตะลึงไป ศาลถือโอกาสนี้ให้ยุติต่อกัน ในที่สุดผลของคดีนำไปสู่การประนีประนอมว่าจะไม่ฟ้องร้องกันอีก การยุติได้ครั้งนี้นับว่าเป็นชั้นเชิงของทนายฝ่ายเดลินิวส์ จากคดีนี้ได้บังเกิดผลดีต่อประชาชนอย่างสูง เพราะมีการแข่งขันกันส่งหนังสือพิมพ์ถึงภูมิภาคทั้งทางเครื่องบินและรถส่งหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์ เองอาจเรียกว่าเป็นม้าด่วนก็ได้ เป็นการขยายข้อมูลข่าวสารสู่ภูมิภาค เป็นผลให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศได้อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการหนังสือพิมพ์ของเมืองไทยเลยทีเดียว
               ประวัติการศึกษา
               วัยเด็กพ่อนำเด็กชายทองใบไปวัดด้วยเสมอในฐานะพ่อเป็นมัคทายกวัด ต่อมาได้ฝากเป็นศิษย์หลวงพ่อพระปลัดหวดที่วัดกลางหรือวัดอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านนั้น ท่านเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย นอบน้อม ถ่อมตน มีนิสัยตื่นแต่เช้า ขยัน รักการอ่าน การเขียน และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถเรียนรู้อักษรไทยน้อยจากหลวงพ่อได้แต่เด็ก ทำงานตามที่หลวงพ่อมอบหมายได้เป็นที่วางใจ และเป็นที่รักของหลวงพ่อ พออายุได้ 8 ปี พ่อก็เสียชีวิต อีก 1 ปีต่อมาแม่เสียชีวิตตามอีก ท่านจึงต้องอยู่ในความดูแลของพี่ ๆ ซึ่งเลี้ยงดูน้องเสมือนเป็นทั้งพ่อและแม่
              -ระดับประถม   รับการศึกษาที่โรงเรียนเทศบาล 1 เทศบาลเมืองจังหวัดมหาสารคาม เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 แล้วไม่ได้เรียนต่อเพราะความจน ต้องออกไปช่วยงานบ้านทุกชนิด เช่น ทำนา รับจ้าง ขายขนม เลี้ยงควาย ทำนา ปลูกผัก ตักน้ำ ถูบ้าน เลี้ยงลูกให้พี่สาว และอื่น ๆ                            -ระดับมัธยม   หลังจบชั้นประถมปีที่ 4 ได้หยุดเรียนไป 1 ปี ระหว่างนี้ ท่านไปอยู่กับพี่สาวที่อำเภอบรบือเพื่อไปช่วยเลี้ยงน้อง ทำนา ดูเหมือนว่าเป็นช่วงมีชีวิตที่หดหู่ เหม่อลอย ซึมเศร้า ได้แต่แอบดูเพื่อนท่องหนังสือ พฤติกรรมดังกล่าวหาได้ละเว้นจากสายตาพี่สาวไม่ ซึ่งแอบชื่นชมในใจว่าน้องชอบอ่านหนังสือ พี่สาวผู้เฝ้าดูได้แต่รักและเห็นใจน้องมาก พี่คนนี้คิดว่ามีน้องชายอยู่คนเดียวทรัพย์มรดกก็มีเพียงนาพอทำกินเท่านั้น จึงไปปรึกษากันระหว่างพี่ ๆ ว่าควรให้น้องเรียนหนังสือ อาจส่งให้เรียนเพียง ม. 1 แล้วออกมาเป็นครูก็น่าจะเลี้ยงตัวได้ดีกว่ามีชีวิตเป็นชาวนา พี่ๆทั้งหลายเห็นด้วยจึงส่งน้องเข้าเรียนที่โรงเรียนชูศิลป์เป็นโรงเรียนราษฎร์ ที่มาเปิดสอนในอำเภอบรบือ ต่อมาไปเรียนต่อที่โรงเรียนประสาทศิลป์ เป็นโรงเรียนราษฎร์ตั้งอยู่ในตัวจังหวัดมหาสารคาม ปรากฏว่าเป็นเด็กเรียนดีสอบได้ที่ 1 และ 2 เสมอและสามารถสอบข้ามชั้นเรียนได้ด้วย ในที่สุดเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทำให้พี่ ๆทั้งหลายลืมไปว่าจะส่งเรียนเพียงชั้น ม. 1
             -ระดับเตรียมอุดมศึกษา    นายทองใบมีความใฝ่ฝันอยากเรียนหนังสือในระดับสูง ๆ เพราะคิดว่าการเรียนหนังสือเท่านั้นที่จะหนีจากความยากจนได้ จึงขอให้พี่ ๆ ช่วยส่งเรียนอีก 2 ปีเท่านั้น ในระดับเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นจะหาเงินเรียนเอง จะไม่ขอรบกวนพี่ ๆ เพราะในใจนั้นมีเป้าหมายเรียนต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยรู้มาว่าการเรียนมหาวิทยาลัยธรรมสตร์สามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้ พี่ ๆ เห็นว่าผลการเรียนที่ผ่านมานั้นอยู่ในขั้นดีนั่นเอง ทำให้ยอมส่งเรียนต่อ แต่เรื่องเงินนั้นพี่ ๆบอกว่าช่วยกันได้เพียงเดือนละ 50 บาทเท่านั้น เพราะต่างก็ยากจนและมีภาระเลี้ยงดูครอบครัวด้วย นับเป็นโอกาสดีของท่านด้วยสามารถสอบเข้าเรียนต่อ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยได้เป็นลำดับที่ 1 ทั้งที่เป็นเด็กบ้านนอก ลูกชาวนา และมาจากโรงเรียนราษฎร์ ทำให้มีความภูมิใจมาก เมื่อเข้าเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว ท่านอาศัยวัดเป็นที่พักพิงจนกระทั่งเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี
             -ระดับอุดมศึกษา   เมื่อเรียนจบเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแล้ว ได้สมัครเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองสาขากฎหมายทันที พร้อมกับเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสหกรณ์ควบคู่กันไปด้วย ในระหว่างศึกษาระดับปริญญาตรีนี้ได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยซึ่งเป็นชีวิตค่อนข้างหนัก งานที่ทำนั้นได้แก่เสมียนไปรษณีย์ ส่งหนังสือพิมพ์ ถีบสามล้อรับจ้างในเวลากลางคืนเพื่อเป้าหมายแห่งความสำเร็จ แต่ท่านกลับผิดหวังอย่างมากในการเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยคาดว่าจะได้รับทุนเรียนดี เพราะเป็นที่หนึ่งมาตลอด ท่านกล่าวด้วยความขมขื่นว่ามหาวิทยาลัยเขาให้ทุนขยันเรียนมิใช่ทุนเรียนดี แต่ทางมหาวิทยาลัยให้เหตุผลแก่ท่านว่า ทองใบเธอชอบเถียงครูอาจารย์ เวลาเรียนก็หลับ ท่านได้แต่รำพึงว่าจะไม่หลับได้อย่างไร กลางคืนถีบสามล้อรับจ้าง เช้าส่งหนังสือพิมพ์ แต่เวลาสอบทำคะแนนได้ดี ด้วยความเสียใจจึงประกาศลาออกจากการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งมั่นเรียนเพียงแห่งเดียวที่ธรรมศาสตร์ ที่สุดปริญญาตรีธรรมศาสตร์บัณฑิตสาขากฎหมายก็เป็นผลสำเร็จแก่ท่านในปี พ.ศ. 2494 ด้วยความมานะ อดทน และภูมิใจ ...