ผู้เข้าชม

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อสังคมละเลย…ขอทานเด็กก็กลับมา

"เด็กขอทาน" ประติมากรรมด้านมืดของสังคม ที่แสดงถึงความตกต่ำของจิตใจมนุษย์ในการนำเด็กมาแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด เมื่อสังคมเริ่มตั้งคำถามต่อหน่วยงานภาครัฐในการจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ภาพของเด็กขอทานที่นั่งอยู่ตามข้างถนนก็บางตาลง แต่เมื่อใดที่รัฐละเลย...ประติมากรรมเหล่านั้น ก็กลับมา

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกาะติดปัญหานี้ ขอนำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ

เด็กขอทานมาจากไหน???

หากพิจารณาจากพื้นที่ภูมิศาสตร์ทำเลทองในการขอทาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อาจกล่าวได้ว่า กว่า 90 % คือขอทานที่มาจากประเทศกัมพูชา

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักเพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร จากชายแดนด้านอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เข้ามาถึงเมืองหลวงของประเทศไทย คงมิใช่เรื่องยากที่ขบวนการค้ามนุษย์จะลำเลียง "เด็ก" เพื่อมาเป็นแรงงานทาสในธุรกิจขอทาน...

"เด็ก" ที่ถูกนำมาเป็นขอทานมีอายุตั้งแต่แรกเกิด จนถึงประมาณ 10 ปี หากโตเกินกว่านั้นแล้ว ย่อมหมดความน่าสงสาร ไม่อาจทำรายได้ให้แก่ธุรกิจขอทานแต่อย่างใด

เกือบทุกครั้ง เรามักเห็นว่า "เด็กขอทาน" มีหญิงขอทานที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็น "แม่" คอยนั่งอยู่ใกล้ๆ หรือ นั่งขอทานห่างไปอีกสักมุมสะพานลอยอยู่เสมอ นั่นอาจเป็นแม่ของเด็กขอทานหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็กคนนั้นจริงๆ แต่อีกส่วนหนึ่งเราพบว่าหญิงและเด็กที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด และเด็กถูกนำมาขอทานด้วยวิธีการที่ไม่ต่างจากสินค้า คือ การเช่า และซื้อ มาจากครอบครัวของเด็กเอง!!! แต่ถึงที่สุดแล้วไม่ว่าเด็กจะมาจากวิธีการก็ตาม พวกเขาต้องได้รับการการคุ้มครองสิทธิความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันกับเด็กทั่วโลก และชีวิตของพวกเขาไม่ควรเรียนรู้โลกกว้างจากข้างถนนโดยเด็ดขาด!!!

วิธีการในการนำเข้าเด็กขอทาน

เส้นทางในการนำเด็กและขบวนการขอทานเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนหรือยุ่งยากแต่อย่างใด เพราะมีวิธีนำพาเด็กมุ่งเข้าสู่ เมืองหลวงของประเทศไทย ได้หลากหลายวิธี
ทางรถยนต์

เป็นวิธีการยอดนิยม อีกวิธีการหนึ่งที่ขบวนการค้าคน จะขนส่งสินค้ามนุษย์เข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย โดยสนนราคาที่ 1,500-3,000 บาทต่อหญิงและเด็ก 1 คู่ ซึ่งหากพิจารณาถึงสภาพการตรวจตราที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารในเส้นทางจากตลาดโรงเกลือถึงจังหวัดปราจีนบุรีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีขบวนการขนคนรอดสายตาไปได้... แต่ยุทธวิธี "กองทัพมด" ที่จอดรถเดินเท้าอ้อมผ่านด่านตรวจ ก็ยังคงเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ และใช้ได้เสมออย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

ทางรถไฟ

เป็นอีกหนึ่งวิธีการ ที่จะสามารถขนคนเข้ามายังกรุงเทพมหานคร ได้อย่างสะดวก ทั้งๆ ที่บนขบวนรถไฟมีเจ้าหน้าที่รถไฟ และตำรวจรถไฟ คอยตรวจตราอย่างเข้มงวด

หญิงขอทานคนหนึ่ง เธอเปิดเผยว่า "สามารถซื้อตั๋วรถไฟจากช่องจำหน่ายตั๋วได้ด้วยตัวเอง" สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟอรัญประเทศที่กล่าวว่า "ใครมีเงินมาซื้อ ก็ขายทั้งนั้น"

หญิงขอทานคนดังกล่าว ยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า เธอต้องเตรียมเงินจำนวนหนึ่งไว้จ่ายค่าผ่านทางบนรถไฟ????

รถโดยสาร

รถโดยสารประจำทางที่แล่นจากอรัญประเทศเข้ากรุงเทพมหานคร ต้องหยุดตรวจค้นและแสดงบัตรประชาชนของผู้โดยสารทุกครั้ง แต่มีรถโดยสารประเภทหนึ่งที่วิ่งรับนักท่องเที่ยวจากบ่อนคาสิโนเข้ามายังกรุงเทพฯ ที่ไม่ต้องหยุดตรวจ และรถโดยสารดังกล่าวไม่เฉพาะนักเล่นการพนันเท่านั้นที่สามารถขึ้นได้ แต่ทุกคนที่มีเงินจ่ายค่าโดยสาร ก็สามารถเดินทางมากับรถโดยสารคันนี้ได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเหมือนรถโดยสารประจำทาง แต่สิ่งที่ต่างกันคือ รถโดยสารเหล่านี้ไม่ต้องหยุดตรวจที่ด่านตรวจ

"เด็ก" เครื่องมือในการขอทาน

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเมื่อใดก็ตามที่ท่านพบเห็นเด็กขอทานนั่งหน้าตาใสซื่อ หรืออยู่ในอ้อมกอดของคนที่พาเขามาขอทาน ความสงสารและความเห็นใจจะคืบคลานเข้าสู่สามัญสำนึกของเราๆ ท่านๆ และหลังจากนั้น คงต้องถึงเวลาตัดสินใจว่า จะยอมใจแข็งเดินจากไป หรือ ควักเศษเงินตอบแทนความน่าสงสารเบื้องหน้า...

ด้วยความน่าสงสารและน่าเห็นใจนี่เอง ที่ทำให้เด็ก ต้องกลายมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ และการขอทาน ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ทำเงินให้แก่ ผู้อยู่เบื้องหลังได้ไม่น้อยทีเดียว

ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่ติดตามขบวนการต่างๆ ที่นำเด็กมาขอทาน พบว่า เด็กบางรายต้องออกมาขอทานตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนกระทั่งเวลา 5 ทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้านพักผ่อน ระยะเวลาในการขอทานช่างเนินนานนัก เมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิตแบบข้างถนนที่เด็กไม่สมควรจะได้รับ ซ้ำร้ายเด็กเหล่านี้ขาดโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่เริ่มแรก ดังนั้น เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ทางเลือกในการประกอบอาชีพเลี้ยงตัวก็ลดน้อยลง ผลักดันให้เด็กกลุ่มนี้อาจเติบโตในภาวะของเด็กเร่ร่อนและอาจก่ออาชญากรรมเพื่อประทังชีวิตในอนาคต

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็ตาม หากคนในสังคมยังมองภาพการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กอย่างตื้นเขิน ไม่ตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป หรือ สงสัยต่อคุณภาพชีวิตที่เด็กทุกคนควรจะมีและควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง "เด็กขอทาน" ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ขายได้ และเป็นจะภาพชินตาของคนในสังคมต่อไป

คนในสังคมจะช่วยกันได้อย่างไร

หากย้อนมองดูพฤติกรรมที่ผ่านมาของตัวเอง เราอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจเด็กขอทานก็เป็นไปได้ หากการตัดความรำคาญหรือความสงสาร เป็นเพียงการหยิบยื่นเศษเงินให้เด็กขอทาน แล้วคิดในใจว่าได้ช่วยเหลือพวกเขาตามหน้าที่ของเพื่อนมนุษย์แล้ว ลองคิดในมุมกลับกันว่า เหตุใดเด็กคนนี้ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเลย ทั้งๆ ที่มีคนบริจาคเงินให้เด็กขอทานเป็นจำนวนมาก เงินเหล่านั้นหายไปไหนและใครเป็นคนได้รับประโยชน์ นอกจากนี้ เราเคยตั้งข้อสังเกตกันมั้ยว่า เหตุใดเด็กขอทานจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน??? คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความเป็นเด็ก "ขายได้" และ "ขายดี" เสียด้วย

ลองเปลี่ยนทัศนคติ และเปลี่ยนจากเศษเงินที่จะหยิบยื่นให้เด็กขอทาน เป็นค่าโทรศัพท์ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปให้ความช่วยเหลือเด็กขอทานคนนั้นจะดีกว่ามั้ย???

เศษเงินของคุณคงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพราะนั่นเป็นการช่วยเหลือเด็กอย่างถูกวิธี...และหยั่งยืนที่สุด

บทบาทรัฐในการแก้ไขปัญหา

"รัฐ" 
คงมิอาจบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธความรับผิดชอบในปัญหาเด็กขอทานไปได้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กไทยหรือเด็กสัญชาติใดก็ตาม เพราะรัฐมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองเด็กทุกคนที่อยู่บนพื้นแผ่นดินไทย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คงต้องยืดอกออกมาร่วมรับผิดชอบในฐานะเจ้าภาพอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์และการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก เสียงปรบมือที่มีต่อกระทรวงฯ เคยดังก้องสมัยที่เอาจริงเอาจังในการช่วยเหลือเด็กขอทานและปราบปรามขบวนการค้ามนุษ์ที่นำเด็กมาขอทาน เมื่อสักประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันหน่วยงานรัฐที่คอยจับชีพจรปัญหาของสังคมกระทรวงนี้ อาจว่างเว้นและละเลยต่อปัญหาการนำเด็กมาขอทาน จึงทำให้ เด็กขอทาน เริ่มถูกนำกลับมาแสวงหาผลประโยชน์และผุดเต็มทั่วทุกพื้นที่อีกครั้ง

บทบาทสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการเปิดศูนย์ฮอทไลน์ ชื่อว่า "ศูนย์ประชาบดี" คอยทำหน้าที่รับแจ้งปัญหาสังคมต่างๆ รวมทั้งเรื่องเด็กขอทาน ควรมีบทบาทเชิงรุกมากกว่าการรับแจ้งเพื่อประสานงานไปยังตำรวจท้องที่เกิดเหตุอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนั่นแทบเป็นการโยนข้อมูลของพลเมืองดีทิ้งลงถังขยะจนแทบไม่มีประโยชน์ ที่ต้องกล่าวเช่นนั้นเพราะว่า กระบวนการของตำรวจท้องที่เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์ประชาบดี ส่วนใหญ่จะลงพื้นที่ไปตรวจสอบและไล่ให้เด็กไปนั่งขอทานที่อื่นนอกพื้นที่รับผิดชอบของตนหรือบ่อยครั้งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาดูที่เกิดเหตุเลย ซึ่งลักษณะการดำเนินการแบบนี้แทบไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย การปราบปรามขบวนการขอทานจำเป็นต้องทำการสืบสวนเก็บข้อมูลมาขยายผลเพื่อเชื่อมโยงคนบงการใหญ่ มิใช่เพียงไล่เด็กให้พ้นหูพ้นตาแล้วนั่งภูมิใจว่าไม่มีขอทานในพื้นที่ของตน

ท้ายสุดแล้ว การจัดการปัญหาเด็กขอทาน เป็นภารกิจและหน้าที่ของทุกคน ที่จะช่วยกันปกป้องเด็กของสังคมมิให้ต้องตกเป็นเครื่องมือของผู้ใหญ่ใจร้ายที่คอยแต่จะกัดกินผลประโยชน์จากชีวิตน้อยๆ อยู่ร่ำไป...และต้องร่วมกันหยุดสร้างบุญในธุรกิจบาป
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข
ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์
มูลนิธิกระจกเงา

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

หมาขอทาน หาเลี้ยงคน !!!!!



หมาขอทาน หาเลี้ยงคน !!!!!




http://www.xn--82c9iwa.com  WWW.โจ้.COM
 หมาขอทาน หาเลี้ยงคน !!!!!

แฉหมาขอทานสุดพิสดาร! เจ้าของสั่งสุนัขดิ้นชักกระตุกเหมือนใกล้ตาย เป็นจุดขายความเวทนาสงสารหวังหาเศษเงินจากคนใจบุญ เผยอาจมีการใช้ยากระตุ้นให้สุนัขกิน เข้าข่ายทารุณสัตว์และอยู่ระหว่างติดตามตัวหญิงขอทาน ขณะที่ครูฝึกสุนัขตำรวจบอกไม่ควรทำ

         นายสวรรค์ แสงบัลลังค์ เลขาธิการสมาคมป้องกันทารุณกรรมสัตว์แห่งประเทศไทย  เปิดเผยว่า ได้มีเจ้าหน้าที่สมาคมฯ เข้ามาแจ้งว่า พบเห็นเหตุการณ์กระทำทารุณสุนัขที่บริเวณถนนสีลม  โดยมีผู้หญิงรายหนึ่งนำสุนัขมานั่งขอทานในลักษณะทุกขเวทนา   ไม่ว่าจะเป็นออกคำสั่งให้สุนัขแสดงอาการดิ้นพล่านชักกระตุกเหมือนกำลังจะตาย และอาจจะมีการใช้ยาหรือสารกระตุ้นบางชนิดให้สุนัขกินเข้าไป เพื่อเรียกร้องความสงสารเห็นใจจากผู้ที่ผ่านไปมาในบริเวณนั้น แล้วให้เงินขอทานไปในที่สุด

นายสวรรค์กล่าวว่า  หลังจากนั้นได้ส่งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครไปเฝ้าติดตามพฤติกรรมขอทานหญิงทารุณ สุนัขรายนี้ เพื่อเก็บข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน  แต่ปรากฏว่าไม่พบตัวแล้ว คาดว่าจะตระเวนไปขอทานที่อื่น อย่างไรก็ตาม โดยหลักการฝึกสัตว์ให้แสดงตามคำสั่งอย่างถูกต้องนั้น จะต้องเหมาะสมกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้นๆ  เช่น  ไม่ใช้งานขณะเจ็บป่วย อดอาหาร ตั้งท้อง อายุไม่น้อยหรือมากเกินไป  อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสัตว์  ตากฝน ตากแดด หรือสูดดมมลพิษต่างๆ ที่เป็นผลกระทบต่อสัตว์

"สำหรับกรณีสุนัขตัวนี้ ได้ถูกนำมาแสดงให้เกินขีดจำกัดธรรมชาติ อยู่ในพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันรถยนต์  และที่สำคัญมีการใช้งานผิดประเภทคือ   ฝึกให้สุนัขแสดงท่าทางที่ทุกข์ทรมาน ปราศจากอิสระเพื่อช่วยหาเงินแทนขอทาน จึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทารุณสัตว์" เลขาธิการสมาคมป้องกันทารุณกรรมฯ  ระบุ และว่า จะมีการติดตามตรวจสอบหญิงขอทานว่า  มีการมอมยาสุนัขให้แสดงอาการชักดิ้นชักงอหรือไม่ และจะเปิดเผยรายละเอียดต่อไป

เขาบอกอีกด้วยว่า  การฝึกสุนัขทำได้หลายรูปแบบ  แต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งานว่าเหมาะสมหรือไม่  และต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาความสมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจ  เพิ่มศักยภาพในการช่วยงานมนุษย์ เช่น  ดมสารเสพติด ค้นหาวัตถุระเบิด หรือเก็บสิ่งของตามคำสั่ง แต่หญิงขอทานคนนี้กลับนำเอาสุนัขมาเป็นสื่อขอความเห็นใจ  เพื่อหวังให้ผู้พบเห็นหยิบยื่นเศษเงิน โดยไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์แต่อย่างใด   ทั้งนี้ เข้าข่ายว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายในข้อหาทารุณสัตว์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมไปดำเนินคดีได้ทันที

ด้าน นายดาบธวัชชัย  ตรีสามศรี  ครูฝึกสุนัขตำรวจ ให้ความเห็นถึงกรณีนี้ว่า เป็นวิธีนำสุนัขมาขอทานที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน  และไม่เห็นด้วยที่จะฝึกให้สุนัขแสดงอาการทุกขเวทนาเพื่อขอทาน เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่รักสัตว์ และนำมาใช้งานไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์

"การออกคำสั่งให้สุนัขแสดงพฤติกรรมยังมีมากมาย  เช่น  หมอบ คลาน เดินสองขา หรือท่าทางที่แสดงถึงความน่ารักๆ  ไม่ควรให้ทำท่าชักกระตุก  อีกทั้งท่านี้ก็ไม่มีในคำสั่งพื้นฐานเลย  สุนัขทุกตัวไม่สามารถทำได้เหมือนกันหมด ซึ่งอาจจะมีการใช้ยากระตุ้นกับสุนัขก็เป็นไปได้เช่นกัน" ครูฝึกสุนัขตำรวจกล่าว


 นอกจากเห็บ หมัดที่เกาะหมาแล้ว ยังมีคนมาเกาะอีก เคยได้ยินแต่เสียหมา พฤติกรรมแบบนี้ ...... เสียคนจริงๆเลย
เมืองลา (พม่า) โรงละครแห่งการฆ่า


ภาพถ่ายเดือน เม.ย.2549 โดย คาร์ล อัมมาน (Carl Ammann) กวางป่า (Samba Deer) ตัวโตขนาดนี้ยังถูกล่าและนำไปจำหน่ายทั้งตัวที่ตลาดเมืองลา ราวกับว่าที่นั่นไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายใดๆ (ภาพ: National Geographic) 


แนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก (National Geographic) เปิดโปงล่อนจ้อนด้วยภาพถ่ายจะจะจากเมือลา (Mog La) ที่ชายแดนพม่า-จีนแดนเถื่อน แต่เป็นสวรรค์ของนักค้าสัตว์ป่านานาชนิด ทั้งเนื้อ หนัง กระดูกและชิ้นส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหมี เสือโคร่ง กวางป่า รวมทั้งสุนัขด้วย 

     
       ที่นั่นเป็นปลายทางที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับผู้นิยมบริโภคเมนูพิสดารทั้งหลาย โดยไม่สนใจต่อศีลธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
     
       สถานการณ์ยังไม่เคยเปลี่ยน คณะนักท่องเที่ยวจาก จ.นนทบุรี กลุ่มหนึ่ง ที่เดินทางไปยังเมืองลาปลายปีที่แล้ว ได้เป็นประจักษ์พยานในความโหดร้ายของคนกลุ่มหนึ่ง ที่ยังไม่หยุดกระทำการทารุณต่อสัตว์ป่ารวมทั้งสัตว์เลี้ยงที่ดีที่สุดของมนุษย์
     
       ปัจจุบันมีสนธิสัญญาขององค์การสหประชาชาติ นอกจากนั้น ยังมีความตกลงร่วมฉบับหนึ่งระหว่างรัฐบาลประเทศในเอเชียตะวันอกเฉียงใต้ เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้การค้าสัตว์ป่าและชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์ป่าหายากหลายชนิดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
     
       แต่ นายคาร์ล อัมมานน์ (Carl Ammann) ช่างภาพซึ่งติดตามทำสารคดีเกี่ยวกับขบวนการค้าสัตว์ป่า กล่าวว่า หลังจากเดินทางไปยังเมืองลาหลายครั้งในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ รวมทั้งครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้วก็ได้พบว่า การค้าสัตว์ป่าที่นั่นยังดำเนินไปอย่างคึกคัก




หมีควายชะตาขาดตัวเขื่องไม่ทราบแหล่งที่มาถูกนำไปวางขายตลาดเมืองลาเช่นเดียวกัน มีหนังตากแห้งวางขายบนโต๊ะอีกข้างหลังโน้นเป็นกวางป่าอีกตัวหนึ่งนอนรอลูกค้า เป็นอีกภาพหนึ่งจากความเพียรพยายามของคาร์ล อัมมาน ซึ่ง 15 ปีที่ผ่านมาได้เดินทางไปที่นั่นรวม 5 ครั้ง (ภาพ: National Geographic) 


อาณาบริเวณนี้มีความเจริญทางวัตถุ ถนนหนทางไปมาสะดวก เป็นตลาดค้าขายชายแดนขนาดใหญ่ แต่ยังคงเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เป็นดินแดนแห่งการพนัน ปกครองโดยผู้มีอำนาจไม่กี่คน มีระบอบทหารคุ้มครอง ปัจจุบันการค้าขายสัตว์ป่าได้กลายเป็นธุรกิจเข้าแทนที่ยาเสพติดกับบ่อนกาสิโน
     
       ผู้ที่เดินทางไปยังเมืองลาสามารถเสาะหาสินค้าจากสัตว์ป่าหลากชนิดที่ตลาดชายแดน ไม่ว่าจะเป็นอุ้งเท้าหมี หรือหมีทั้งตัวจากฟาร์มเลี้ยง กวางป่าขนาดใหญ่ที่ถูกล่าและนำไปเฉือนเนื้อจำหน่ายแบบสดๆ ที่นั่น หรือกระทั่งเสือโคร่ง ที่แบ่งขายเป็นชิ้นๆ เป็นท่อนๆ
     
       ลูกค้าส่วนใหญ่จะนำชิ้นส่วนของสัตว์ป่าหายากไปประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาอายุวัฒนะ โดยเชื่อว่า มีสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรคร้ายนานาชนิด ที่แพทย์แผนใหม่ไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายได้
     
       ทางการพม่าได้ปราบปรามขบวนการค้าสัตว์ป่าที่เมืองชายแดนแห่งนี้เป็นระยะๆ แต่ก็เพียงแค่ทำให้ลดความคึกคักลงในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่นานทุกอย่างก็จะกลับดำเนินไปตามปกติ ราวกับว่ามีการรู้เห็นเป็นใจ

นายอัมมานน์ ได้เดินทางไปยังเมืองลารวม 5 ครั้ง ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา โดยทำทีเป็นลูกค้า เสาะหาเมนูพิสดารทั้งหลาย และแอบถ่ายรูปออกมา
     
       ช่างภาพผู้นี้ กล่าวว่า ที่ตลาดเมืองลามีกรงวางตั้งเป็นชั้นๆ ขังสัตว์ป่าหลากชนิดที่จับมาได้ รวมทั้งหมี ค่าง ลิงตัวเล็กๆ ตัวนิ่ม นกหายาก กับสัตว์เลื้อยคลานเกือบจะทุกชนิด ยังมีเนื้อสัตว์หลากประเภท วางขายกันพะเนินบนโต๊ะ รวมทั้งสัตว์ทั้งตัวที่ถูกตายแล้วโดยมีรูกระสุนให้เห็นอยู่ที่หัว บางตัวถูกตัดคอ ชิ้นส่วนหลายชิ้นถูกตัดออกไปก่อนนำออกวางขาย




ตลาดสดเมืองลามีเนื้อแห้ง เนื้อย่าง จำหน่ายมากมาย ผู้ซื้อต้องถามก่อนว่า "เนื้ออะไร" ราคาขายก็แตกต่างกันออกไปตามประเภทของสัตว์ป่า (ภาพ: สุปราณี หลักคำ) 


แนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก กล่าวว่า นายอัมมานได้ไปเห็นขบวนการค้าสัตว์ป่าที่ยังเฟื่องฟูในเมืองลา ครั้งล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว
     
       “มันเป็นแหล่งเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งที่ผมเคยพบเห็น” ช่างภาพคนเดียวกันกล่าว
     
       นายอัมมานน์ กล่าวว่า ในฤดูร้อนปี 2548 เคยไปบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นร้านค้าที่ตลาดเมืองลา เจ้าของบ้านนำไปยังหลังบ้านและเสนอขายหนังสือผืนใหญ่ให้ พร้อมกับกระดูกเสือที่บรรจุในกล่อง
     
       แต่ นายสตีเฟน กอลสเตอร์ (Stephen Galster) ผู้อำนวยการองค์การพันธมิตรเพื่อสัตว์ป่า หรือ ไวด์ไลฟ์อัลลายอันซ์ (Wildlife Alliance) ซึ่งตั้งสำนักงานงานกรุงเทพฯ บอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมกันปราบปราม ทำให้การค้าหนังและชิ้นส่วนต่างๆ ดำเนินไปอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น
     
       แต่ชิ้นส่วนบางอย่าง รวมทั้งอวัยวะเพศเสือตากแห้ง กลับบรรจุกล่องอย่างสวย วางขายอย่างเปิดเผยในร้านจำหน่ายของที่ระลึกจากสัตว์ป่า นายกอลสเตอร์ กล่าว
     
       นักอนุรักษ์ผู้นี้เห็นด้วยกับประมาณการของผู้เชี่ยวชาญที่ว่า การค้าสัตว์ป่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ละปีอาจจะมีมูลค่า 8,000-10,000 ล้านดอลลาร์ โดยกล่าวว่าเป็น “การคาดเดาที่น่าเชื่อถือ”




ตีนเสือโคร่งดองเค็มรอลูกค้าซื้อไปทำยาอายุวัฒนะ กระดูกของมันมีค่ามากมาย ทำให้จำนวนที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติลดลงเรื่อยๆ เพราะถูกล่าไปทำเป็นสินค้า (ภาพ: National Geographic)


    มีคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ได้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น เพียงแต่ไม่มีโอกาสที่จะถ่ายรูปออกมาอวดชาวโลกได้ เนื่องจากเจ้าของสถานที่ห้ามปราม หากฝ่าฝืนก็จะใช้อำนาจบาดใหญ่ยึดกล้องและลบภาพทั้งหมดทิ้ง
     
       นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเมืองลา กับคณะสภาวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี ในเดือน ธ.ค.2550 กล่าวว่า ผู้ร่วมคณะสามารถช่วยลูกสุนัขเอาไว้ได้หลายตัว โดยช่วยกันออกเงินซื้อ และนำข้ามกลับมายังฝั่งไทยแบ่งกันไปเลี้ยงดู
     
       “แต่ก็มีอีกหลายตัวที่เราช่วยไม่ทันในเช้าวันนั้น เพราะมีคนจีนข้ามมาซื้อไป การค้าสัตว์ที่นั่นรวดเร็วมาก สักครู่เดียวลูกสุนัขหลายสิบตัวขายเกลี้ยงหมด ราคาตัวละตั้งแต่ 50 หยวน (250 บาท) ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับขนาดและพันธุ์” นักวิชาการซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชา;ญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ของ จ.นนทบุรี ที่ร่วมไปกับคณะกล่าว
     
       นักวิชาการผู้นี้ กล่าวอีกว่า ที่ตลาดแห่งนั้นลูกค้านิยมบริโภคลูกสุนัข คณะจากไทยได้เห็นลูกสุนัขพันธุ์ร็อตไวเลอร์ และ เยอรมันเชพเพิร์ด ถูกขังไว้ในกรงรอลูกค้าไปซื้อหาด้วย ทั้งหมดอาจจะถูกขโมยจากเจ้าของ




ปี 2548 คาร์ล อัมมาน ถูกนำไปยังบ้านหลังหนึ่งในเมืองลา เจ้าของบ้านเสนอขายหนังเสือลายพาดกลอนผืนใหญ่ให้ ทุกชิ้นส่วนของเสือโคร่งเป็นสินค้าที่ขายได้ราคาดี (ภาพ: National Geographic)


      “อย่างที่ทุกคนทราบ สุนัขเป็นสัตว์ที่ฉลาด ลูกสุนัขพวกนั้นนัยน์ตาละห้อยเหมือนกับจะรู้ชะตากรรมตัวเองในอีกไม่กี่นาที หรือชั่วโมงข้างหน้า หลายคนร้องไห้ที่เห็นสภาพเช่นนั้น”
     
       “ซื้อตรงนั้นทุบหัวตรงนั้น แล้วก็หิ้วข้ามแดนกลับไป หลายคนปล่อยโฮ ที่ได้เห็นความโหดร้ายต่อหน้าต่อตา จึงตัดสินใจลงขันกันซื้อลูกสุนัขติดรถกลับมาด้วย" นักท่องเที่ยวอีกคนหนึ่งกล่าว
     
       ในตลาดสดเมืองลา พ่อค้าแม่ขายย่างเนื้อบนเตาถ่าน ส่งกลิ่นหอมคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ มีเนื้อแดดเดียวทำจากเนื้อสัตว์หลายชนิดให้เลือกซื้อในราคาที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมี เสือ กวาง เก้ง กระทั่งเนื้อช้าง
     
       ไม่ไกลออกจากตลาดสดเป็นฟาร์มเลี้ยงหมีขนาดใหญ่ เลี้ยงไว้เพื่อดูดเอาน้ำดี หรือ “ทองเหลว” (Liquid Gold) ส่งขาย
     
       “ที่ขาดไม่ได้คือ เนื้อหมา ทั้งหมาบ้านธรรมดาและหมาดำ” นักท่องเที่ยวคนเดียวกันกล่าว




คาร์ล อัมมาน แอบถ่ายภาพลิงตัวเล็กๆ จากตลาดเมืองลา พวกนี้รอนาทีชะตาขาด เมื่อไปถึงเหลาสักแห่งหนึ่งในมณฑลหยุนหนัน สัตว์ป่าเครือญาติที่ใกล้ชิดของมนุษย์เหล่านี้จะมีราคาแพงมาก (ภาพ: National Geographic)




ฟาร์มเลี้ยงหมีเพื่อดูดน้ำดีขายแห่งนี้มีหมีควายอยู่นับร้อยตัว ทั้งหมดถูกขังในกรงแคบๆ พอขยับตัวได้ กินได้และถ่ายได้เท่านั้น ชาวบ้านได้ยินเสียงร้องของพวกมันจนชินชาในยามที่ถูกแทงแท่งหลอดเหล็กเข้าไปในกาย (ภาพ: สุปราณี หลักคำ)  




เจ้าร๊อตไวเลอรร์ตัวน้อยนัยน์ตาละห้อย ไม่ยินดียินร้ายราวกับว่าจะรู้ชะตากรรมของตัวเอง มันอาจจะถูกขโมยไปจากเจ้าของและรอเวลาที่จะกลายเป็นอาหารจานโปรดของคนกลุ่มหนึ่ง เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวจากไทยช่วยต่อชีวิตลูกสุนัขเหล่านี้ได้เกือบ 10 ตัว (ภาพ: สุปราณี หลักคำ) 


      คณะนักท่องเที่ยวจากไทย ได้ยินเสียงหมีร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพราะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าของฟาร์มดูดน้ำดีออกจากร่างของพวกมันแบบสดๆ ผู้คนที่นั่นจะได้ยินเสียงร้องวันละ 2 ครั้ง จนเคยชินและเป็นเรื่องธรรมดา
     
       เมืองลาเป็นตลาดค้าขายชายแดนขนาดใหญ่อันดับ 2 ระหว่างพม่ากับจีน ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเชียงตุงไปทางตะวันออกราว 80 กม.ข้ามชายแดนเข้าไปในฝั่งจีนระยะทางเท่าๆ กัน เป็นเมืองจิ้งหง (Jinghong) หรือ เชียงรุ่ง ที่สามารถเดินทางขึ้นเหนือต่อไปยังคุนหมิง (Kunming) เมืองเอกของมณฑลหยุนหนัน (Yunnan) ได้อย่างสะดวก
     
       ตลาดเมืองลาจึงคึกคักและการเงินสะพัดอยู่ตลอด ที่นั่นซื้อขายสินค้าด้วยเงินดอลลาร์ กับเงินหยวน เป็นหลัก พ่อค้าจำนวนมากปฏิเสธที่จะรับเงินจั๊ตเป็นก้อนโตๆ เนื่องจากไม่มั่นใจในเสถียรภาพ.

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

พ่อใจร้าย
ตร.จันทบุรี ตามรวบตัวพ่อข่มขืนลูกเลี้ยงพิการ จนท้องได้ 4 เดือน ตรวจสอบประวัติเคยข่มขืนลูกสาวในไส้มาแล้ว
(17 ส.ค.) นางพรชนก กิจดำรงกุล หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จ.จันทบุรี พา น.ส.ฟ้า (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี ซึ่งพิการแขนขาลีบ และเป็นใบ้ตั้งแต่เกิด เข้าแจ้งความที่ สภ.นายายอาม โดยให้การว่า น.ส.ฟ้า ถูกนายปรีชา ประณต อายุ 49 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง ข่มขืนจนตั้งท้องได้ 4 เดือน และถูกกักขังไว้ในบ้านเวลาออกไปทำงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังไปควบคุมตัวนายปรีชามา มาสอบสวนขณะอยู่ในบ้านในพื้นที่ ต.สนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี
เบื้องต้นนายปรีชา ให้การรับสารภาพว่า ได้ข่มขืน น.ส.ฟ้า จนตั้งท้อง 4 เดือนจริง และจากการตรวจสอบประวัติของนายปรีชา ยังพบว่า นายปรีชา เคยต้องโทษและพ้นโทษเมื่อปี 2547 ในคดีข่มขืนลูกสาวแท้ๆ อายุ 9 ขวบ ศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี รับสารภาพ ลดครึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 10 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รับน้องโหด"ฝ่าดงเท้า"ดับอนาถ


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ม.ค. นายประมินทร์ พันธ์เพ็ง อายุ 52 ปี และนางอ้อย พันธ์เพ็ง อายุ 46 ปี บิดาและมารดาของนายโย (นามสมมติ) อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ปวช.ปี 1 แผนกช่างยนต์ โรงเรียนนิดาบริหารธุรกิจ หรือ ชื่อโรงเรียนช่างกลบูรณพนธ์เดิม พร้อมญาติประมาณ 50 คน เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กรณีลูกชายถูกรุ่นพี่ชวนไปรับน้องและเสียชีวิต
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา รุ่นพี่ของลูกได้นัดให้ไปรับน้องที่หน้าแฟลตเคหะบางพลี โครงการ 3 โดยมีการดื่มสุรากัน เมื่อเมาได้ที่รุ่นพี่ได้ท้าทายลูกกับเพื่อน ๆ ว่า ใครต้องการเสื้อช๊อปรุ่นเก่าของโรงเรียนที่ไม่ได้ทำแล้วให้วัดใจโดยการนั่งคุกเข่าใช้มือไขว้หลัง เพื่อให้รุ่นพี่เตะหน้าอก 3 ครั้งหรือที่เรียกกันในวงว่า "ฝ่าดงตีน" หากใครทนได้จะเป็นเจ้าของเสื้อทันที ทำให้ลูกชายถูกรุ่นพี่เตะจนฟุบ ทำให้สมองฟกช้ำ และปอดขวาฉีกขาด ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ.จุฬารัตน์ 3 จึงเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.เรืองฤทธิ์ มาลีการ สวส.สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ แต่เกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า จึงจำเป็นต้องมาร้องเรียน ซึ่งนายเอก โสภิษฐานนท์ จ่าจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกมารับหนังสือแทน พร้อมรับปากว่าจะให้ความเป็นธรรม
ด้าน พ.ต.ท.เลิศชาย จำปาทอง รอง ผกก.สส.สภ.บางเสาธง เผยว่า หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ได้เร่งสอบสวน จนสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้เป็นเยาวชนอายุเพียง 16 ปี ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้นให้การรับสารภาพว่ากระทำเพียงคนเดียว จึงรีบนำส่งสถานพินิจตามขั้นตอน ยืนยันว่าคดีนี้ได้ดำเนินการไปตามกฏหมายและจะให้ความเป็นทุกฝ่าย.

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันสิทธิมนุษยชนสากล


วันสิทธิมนุษยชนสากล


         
                 
                 วันที่ 10 ธันวาคม นอกจากเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว สหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิทธิมนุษยชนของโลกด้วย ซึ่งประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบว่าวันที่ 10 ธันวาคมเป็นวันสิทธิมนุษยชน ยกเว้นกลุ่มสิทธิมนุษยชนในไทย ซึ่งคงมีการจัดงานภายในของตนเองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เน้นเรื่องสิทธิและเสรีภาพค่อนข้างมาก และย้ำว่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยไม่คำนึงถึงแหล่งกำเนิด เพศ ศาสนา และมีบทในหมวด 3 ว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยถึง 40 มาตรา แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญของไทยฉบับปัจจุบันได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนยิ่งกว่าครั้งใด ๆ นอกจากจะมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลอยู่แล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนอีกหลายองค์กรทำงานควบคู่กันไป สอดคล้องกับการทำงานของคณะกรรมการว่าด้วย สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชนสององค์กรหลักคือ องค์กรนิรโทษกรรมสากลของอังกฤษและ Human Right Watch ของอเมริกา

         สิทธิมนุษยชน(Human Right)นั้น หมายถึง สิทธิในความเป็นมนุษย์ทั่วๆไป อย่างถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ก็ย่อมถือว่ามี สิทธิอันติดตัวมาพร้อมกับการที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์อยู่แล้ว อันถือเป็นที่ยอมรักในสากลนานาชาติ เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) ก็ได้เขียนไว้ในเรื่อง สิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ในกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ นั่นคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ก็ยังได้บัญญัติถึง หลักสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยเรื่องสิทธิและ เสรีภาพของชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติถึง สิทธิพื้นฐานของพลเมืองไทย




ความเป็นมาของวันสิทธิมนุษยชน

           ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดสันติภาพแลความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก ดังนั้น จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะคุ้มครองมนุษยชาติให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ และมีมติประกาศให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิทธิมนุษยชน (Human Rights Day)

         หลังจากนั้นสมัชชาสหประชาชาติได้มีมติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ ให้ร่างตราสารสิทธิมนุษยชนขึ้น ๒ ฉบับ โดยให้ใช้ชื่อว่า กติกา (convenant) ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านการรับรองเมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ และวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ตามลำดับ และต่อมาได้มีมติประกาศให้ปี ค.ศ. 1995-2004 เป็นทศวรรษแห่งสิทธิมนุษยชนศึกษาของสหประชาชาติ

          ในส่วนของประเทศไทยนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใช้กันมาในอดีต ได้กล่าวถึงสิทธิมนุษชนไว้เป็นบางส่วน จนกระทั่งได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา
จักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน ได้เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ เช่น "มาตราที่ ๔ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับ
ความคุ้มครอง" ซึ่งสอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๑ ที่กล่าวไว้ว่า "มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสรเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประ
สิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง" นับได้ว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เพิ่งได้รับการบัญญัตืในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นครั้งแรก ดังนั้น การ
ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

          นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังได้บัญญัติองค์กรอิสระ เรียกว่า "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน" เข้าไว้ด้วยในมาตรา ๑๙๙ และ ๒๐๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมีจำนวน ๑๑ คน มาจากการสรรหา อยู่ในวาระ ๖ ปี มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

   ๑. ตรวจสอบและรายงานการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการที่ไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

   ๒. เสนอมาตราการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคล หรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงาน ต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

   ๓. เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฏหมาย กฏหรือข้อบังคับต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

           สหประชาชาติได้แสดงความห่วงใยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะต่อผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ผู้ไร้ที่อยู่ในประเทศ ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มศาสนา ผู้เคลื่อนไหวทางการเมือง และสื่อมวลชน ต่อการกระทำทารุณเด็ก การใช้แรงงานเด็ก การเกณฑ์เด็กเป็นทหาร เด็กกำพร้าเด็กเร่ร่อน เด็กข้างถนน โสเภณีเด็ก เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากมารดา การลักลอบค้าอาวุธสงครามขนาดเล็ก กับระเบิด การทำทารุณต่อนักโทษ ความแออัดในเรือนจำ การขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักโทษ


บทเพลงสิทธิมนุษยชน "คน"

http://www.youtube.com/watch?v=IUw6moYlvj0